กฎยิงประตูทีมเก่า ! ฟอเรสต์ ยังแรง เฉือน ผี 1-0 อีแลงก้า เร็ว แรง ทะลุ นรก
แม้ว่าจะเล่นยาว 120นาที และฎีกากันไปจนถึงการดวลจุดโทษกับ ไบร์ทตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ฟอร์มหรือพละกำลัง ความสดของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ลดน้อยลงแต่อย่างใด เพราะเกมพรีเมียร์ลีกวันอังคาร พวกเขาก็ยังแรงต่อเนื่อง เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป1-0 จากประตูต้นเกมของ แอนโธนี่ อีแลงก้า 3แต้มดังกล่าว ทำให้ทัพ " เจ้าป่า " มีสถานการณ์ที่ดีมากๆ ในการทำอันดับไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ13 ที่ในลีกไม่ได้ลุ้นอะไรแล้ว หลังจากพักเบรกทีมชาติมีโปรแกรมหนัก ต้องบุกไปเยือนทีมอันดับ3ของตาราง อย่าง น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ยังสนาม ซิติ้ กราวด์ การจัดทัพ รูเบน อโมริม มาในระบบเดิม 3-4-2-1
นายด่าน อ็องเดร โอนาน่า 3เซ็นเตอร์ฮาร์ฟ เลนี่ โยโร่ - มาไตส์ เดอ ลิกต์ และ นุสแซร์ มาซราวี วิงแบ็กซ้ายขวา แพทริค ดอร์กู กับ ดิโอโก้ ดาโล่ต์ มิดฟิลด์คู่กลาง มานูเอล อูกาเต้ - กาเซมิโร่ 2 ตัวรุกหลังกองหน้า บรูโน่ แฟร์นันเดซ กับ อเลฮานโดร การ์นาโช่ หอกตัวเป้า โจซัว เซิร์กเซ่
เจ้าบ้าน ฟอเรสต์ ที่ไฉไลมากๆในยุค นูโน่ เอสปิริโต้ มาในระบบ 4-2-3-1 โกลจอมหนึบ มัตซ์ เซลส์ แผงแบ็กโฟร์ โอล่า ไอน่า - นิโกล่า มิเลนโควิช -มูริลโล่ และ นิโก้ วิลเลี่ยมส์ ขยับมาห้องเครื่อง ไรอัน เยตส์ ยืนกับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน
มอร์แกน กิ๊บบ์ส-ไวท์ ยืนสูงเป็นเพลย์เมคเกอร์ ขนาบข้างปีกซ้าย-ขวาด้วย ดานิโล่ กับ แอนโธนี่ อีแลงก้า หอกเป้า ไตโว อโวนิยี่ ทำหน้าที่แทน คริส วู้ด ที่เจ็บ เริ่มเกมมาเป็นทางฝั่งของทีมเยือนที่เปิดเกมบุกใส่เลย และก็มาเจอเกมสวนกลับของ ฟอเรสต์ เล่นงานจังๆ
จากลูกเตะมุม จังหวะสวนกลับของฟอเรสต์ แอนโธนี่ อีแลงก้า ได้ลากเกินครึ่งสนาม เบียดทั้ง ดอร์กู - การ์นาโช่ เข้าไปซัดเสียบเสาแรก โอนาน่า ดูจะพุ่งช้าไปหน่อย บอลไหลเสียบตาข่ายเข้าไป เจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0 เพียง น.6
หลังจากขึ้นนำแล้ว ฟอเรสต์ ก็เล่นเกมแบบที่ตัวเองถนัดนั่นก็คือ ตั้งรับแล้วสวนกลับ ทำให้ทีมเยือน มีโอกาสครองบอล ได้ต่อเกมบุกเป็นระยะๆ ได้ลุ้นจากลูกโขกของ บรูโน่ -กาเซมิโร่ รวมถึง ดาโล่ต์ ที่ใกล้เคียงมากๆแต่โหม่งไปชนคาน ท้ายครึ่งแรก เจ้าบ้านได้ลุ้นบ้างจากลูกโขกของ โมราต้า แต่ตรงตัว โอนาน่า จบ45นาทีแรก เจ้าบ้านนำ 1-0
ครึ่งหลังออกสตาร์ทด้วยการที่ปีศาจแดงเปลี่ยนตัวเลย มานูเอล อูการ์เต้ ออก เป็น ราสมุส ฮอยลุนด์ ลงมา และดาวยิงวัยรุ่นแดนโคนม ก็ได้ยิงเลย แต่แฉลบ มูริลโญ่ ออกหลังไป ฟอเรสต์ ก็มีลุ้นเหมือนกับกับลูกโขกของ เยสต์ แต่ โอนาน่า เซฟได้ ก่อนที่จะมีธงยกขึ้นมาว่าลำหน้าไปก่อน
แมนฯยูไนเต็ด ยังมีลุ้นอยู่เป็นระยะๆ เพราะเจ้าบ้านตั้งใจเล่นเกมรับ แต่ทว่าแนวรุกของพวกเขายิงนกตกปลากันไปหมด โดยเฉพาะในรายของ การ์นาโช่ ที่ทำตัวน่าหงุดหงิดสุดๆ ยิงเสีย จ่ายเสียเป็นว่าเล่น
รวมถึง เมสัน เมาท์ กับ คริสเตียน อิริคเซ่น ถูกส่งลงมาหวังพลิกเกม ซึ่งแนวรุกที่ค่อนข้างไร้ไอเดียและเข้าทำช้า ทำให้มีเพียงลูกกลางอากาศเท่านั้นที่ทีมเยือนจะเล่นงานเจ้าบ้านได้ จนท้ายที่สุดแล้ว รูเบน อโมริม ได้ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ส่ง แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ลงมาแทน โยโร่ น.88
และ แม็คไกวร์ เองก็ลงไปยืนค้ำเป็นหน้าเป้าเลย ซึ่งทำให้แนวรับ ฟอเรสต์ ปั่นป่วนพอสมควร กับลูกครอส เพราะ กองหลังหัวแตงโม มีรูปร่างที่สูงใหญ่ เล่นลูกกลางอากาศได้ ได้โหม่งหมายทำประตู1ครั้ง และได้ยิงจังหวะขลุกขลิกในเขตโทษ แต่เป็น มูริลโล่ เคลียร์บอลบนเส้นไว้ จบ90นาที บวกช่วงทดเวลาบาดเจ็บอีก6นาที น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จึงเอาชนะ แมนฯยู ไป 1-0
อีแลงก้า สปีด เร็ว แรง นรกแตก
นี่น่าจะเป็นปีที่พีคที่สุดของเจ้าตัวแล้วสำหรับ แอนโธนี่ อีแลงก้า เพราะด้วยรูปแบบสไตล์การเล่นของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่มีจุดเด่นเรื่องการสวนกลับ ทำให้ช่องว่างไฟตรงริมเส้นที่มีพื้นที่เปิดให้ อีแลงก้า ที่มีความเร็วสูง สปีดวัดกับแนวรับคู่แข่ง
และเกมเมื่อคืนการเจอกับอดีตทีมเก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่รู้ว่านั่นเป็นเหตุให้ริมเส้นชาวสวีเดนรายนี้ มีแรงฮึดมากกว่าเดิมหรือไม่ทราบ เพราะเพียง น.6 อีแลงก้า ก็สำแดงฤทธิใช้กฎยิงประตูทีมเก่าจนได้
บอลโต้กลับจากแดนของฟอเรสต์เอง อีแลงก้า ใช้ความเร็วจังหวะที่สปริ้นต์ได้เปรียบทั้ง ดอร์กู แลละ การ์นาโช่ เข้าไปยิงผ่าน โอนาน่า อย่างสวยงาม ประตูนี้ทำเอาแฟนบอลที่ ซิตี้ กราวด์ เฮลั่น และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ อดีตแข้งปีศาจแดงรายนี้ทำได้
ความเร็วของแข้งหมายเลข21รายนี้ ปั่นป่วน แพทริค ดอร์กู ที่ดูจะไม่ถนัดเกมรับอยู่แล้วมากๆ ตลอด86นาทีที่ได้อยู่ในสนาม อีแลงก้า เลี้ยงบอลผ่านมากถึง6ครั้ง แถมยังเหนียวและเสียบอลยาก แม้จะโดนเบียดโดนเหนี่ยว
อีแลงก้า มีช็อตที่ความเร็วเอาชนะ อิริคเซ่น ได้แบบเห็นๆ จนแข้งแดนโคนม ต้องยอมทำฟาวล์ดึงดื้อๆ แลกกับการโดนใบเหลือง ทั้งเกม อีแลงก้า มีโอกาสได้สับเพียง1ครั้ง แต่มันก็แปรเปลี่ยนมาเป็นประตูเลย 6ประตู 8แอสซิสต์ จาก24นัดตัวจริง และอีก6ตัวสำรองในพรีเมียร์ลีก นั่นไม่เลวเลยสำหรับ แอนโทนี่ อีแลงก้า
ฟอเรสต์ เกมรับมีวินัย มิเลนโควิช โดดเด่น
ก่อนเกมที่จะเซิ้งแข้งกันกับปีศาจแดง ผ่านมา29นัดในพรีเมียร์ลีก น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เสียประตูในพรีเมียร์ลีกไปเพียง 35เม็ดเท่านั้น มีเพียง ลิเวอร์พูล - อาร์เซน่อล และ คริสตัล พาเลซ ที่โดนทะลวงตาข่ายได้น้อยกว่า
รวมไปจนถึงนายด่านของพวกเขาอย่าง มัตซ์ เซลส์ ก็เก็บคลีนชีตได้มากสุดในพรีเมียร์ลีก 12นัด (บวกเมื่อคืน 13) การขึ้นนำเร็ว ทำให้เข้าเกมแพลนของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาจะได้เล่นเกมรับที่ถนัด และอาศัยจังหวะสวนกลับเล่นงาน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครองบอลมากกว่าก็จริง แต่นั่นก็เป็นเพราะการเลือกรูปแบบวิธีการเล่นของ นูโน่ เอสปิริโต้ หลังขึ้นนำด้วย ทีมเยือนแทบไม่มีโอกาสยิงจะแจ้งหน้ากลัวเลย นอกเสียจากการเล่นลูกเซ็ตพีซ หรือลูกกลางอากาศท้ายเกม
จังหวะครอสของ แมนฯยูไนเต็ด หวังผลยากมากๆ เพราะในเขตโทษ เราเห็นมีแต่ผู้เล่นชุดแดงของเจ้าบ้าน 6-7 คนตลอด คู่เซ็นเตอร์ของพวกของพวกเขา ก็เล่นได้อย่างอดทนมีวินัย ไม่มีสมาธิหลุด โดยเฉพาะในรายของ มิเลนโควิช
นิโกล่า มิเลนโควิช เจ้าของส่วนสูง 195 ซม. เอาชนะลูกกลางอากาศได้ถึง 5ครั้ง เคลียร์บอลได้มากถึง 7หน รวมถึงแบ็กอย่าง นิโก้ วิลเลี่มยส์ ที่แม้ไม่ได้มีชั้นเชิงทักษะอะไรมาก แต่เวลาเข้าบอล จังหวะโดนลากจี้ ไม่มีถอยล่น ฟาวล์เป็นฟาวล์สกัดเป็นสกัด
แบ็กชาวเวลส์ แท็กเกิ้ลไป5ครั้ง เคลียร์บอลอีก 7ครั้ง นั่นเท่ากับว่า 3เกมในบ้าน เกมพรีเมียร์ลีกล่าสุดที่เจอกับทีมใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - อาร์เซน่อล รวมไปจนถึง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทัพ " เจ้าป่า " ไม่เสียประตูเลย
ดอร์กู ชักจะยังไง เซนส์เกมรับไม่ค่อยดี
ด้วยความที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดแคลนวิงแบ็กซ้าย ทำให้ผู้มาใหม่อย่าง แพทริค ดอร์กู เมื่อฟิตสมบูรณ์ ตำแหน่งดังกล่าวเจ้าตัวจึงแทบได้สัมปทานโดนไร้คู่แข่ง แต่ทว่าเมื่อได้ลงสนามให้กับทีมมาสักพัก แข้งชาวเดนมาร์ก ก็มีจุดสลบที่ต้องพัฒนาอีกเยอะเช่นกัน
เอาในมุมบวกก่อน เมื่อเทียบกับวิงแบ็กอีกข้างอย่าง ดาโล่ต์ ตัวของ ดอร์กู นั้นจุดที่ดีกว่าชัดๆ นั่นก็คือจังหวะสอดทะลุไปข้างหน้า วิ่งหาพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมได้จ่ายตามช่องทำได้ดีมากๆ ผิดกับอีกฝั่งขวา
แต่ถึงกระนั้นก็ดี ดอร์กู แม้ว่าจะสอดเติมได้ดี แต่คุณภาพการเปิดบอล ครอสบอล เข้าขั้นห่วยแตกมากๆ ไม่มีจังหวะที่ทำให้กองหน้าหรือแนวรุก ได้สอดเข้ามายิงได้ลุ้นเลย เปิดล้น ติดบล็อก นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปรกติของอดีตแบ็กเลชเช่
7นัดกับปีศาจแดง แพทริค ดอร์กู ทั้งที่เล่นเป็นวิงแบ็ก แต่ทว่ายังไม่มีแอสซิสต์ มาฝากเลย ส่วนจังหวะเสียประตู 1-0 เจ้าตัวถือว่ามีส่วนที่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน เพราะไม่ยอมตัดฟาวล์ อีแลงก้า ตั้งแต่ต้นลม
อีกจุดที่แบ็กทีมชาติเดนมาร์ก ทำได้เข้าตาในด้านที่ไม่ดีมากๆเมื่อคืน นั่นก็คือ การจ่ายบอลทำเกมรุก ทำเสียจ่ายเสียติดต่อกัน 3-4 จังหวะ โอกาสยิง4ครั้งของ ดอร์กู ไม่มีให้ต้องเสียวเลย ระบบ 3-4-2-1 ที่วิงแบ็กต้องเก่งและรอบจัด แพทริค ดอร์กู ในวัย20ปี ยังขาดต้องพัฒนาอีกเยอะโข
การ์นาโช่ ยิงสนุกคนเดียว แต่เพื่อนร่วมทีมไม่
พอจะดีขึ้นมาหน่อย แล้วก็กลับมาเรียกเสียงสบถด่าหรือสร้างความน่ารำคาญจากจังหวะการเล่นอีกแล้ว สำหรับ อเลฮานโดร การ์นาโช่ ที่เมื่อคืน ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ยืนสูงหลังกองหน้าร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันเดซ
เอาในจุดดีก่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแท็กติกของ ฟอเรสต์ เปล่า ที่เห็นว่า การ์นาโช่ ไม่ได้มีความอันตรายน่ากลัวใดๆในจังหวะสุดท้าย ทำให้ค่อนข้างปล่อยให้แข้งดาวรุ่งเลือดฟ้า-ขาวรายนี้ มีพื้นที่ให้ได้เล่น ก่อนที่จะเข้าพื้นที่อันตราย
ตลอดทั้งเกมก็เป็นไปตามคาดจริงๆ เพราะ การ์นาโช่ คือผู้เล่นที่เวลาสร้างเกมรุก จะได้บอลมากที่สุด แต่ทว่าบอลก็ไปตายไปทำเสียให้เพื่อนร่วมทีมต่างพากันเซ็งเช่นกัน การ์นาโช่ มีโอกาสได้จบสกอร์6ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนให้เสียวได้ลุ้นเลย
ยิงนกตกปลาข้ามคาน หลุดออกนอกกรอบเป็นว่าเล่น หรือสเต็ปการเลี้ยงก็เอาง่ายๆมากๆ เห็นท่าทีการเลี้ยงก็คาดการณ์ล่วงหน้าได้เลยว่า มาแบบนี้จะยิงหรือจ่าย มีจุดดีอย่างเดียวเมื่อคืนนั่นก็คือสามารถเรียกฟาวล์ได้
ส่วนประตูที่เสีย น่าตำหนิทั้ง การ์นาโช่ และ ดอร์กู แข้งดาวรุ่งอาร์เจนติน่า มีโอกาสที่จะตัดฟาวล์ตั้งแต่ต้นเพื่อรับใบเหลืองหยุดเกมได้แต่ไม่ทำ แต่ทว่าพอมาโดนใบเหลืองก็เป็นช็อตโง่ๆแบบไม่จำเป็นซะงั้น จากความหงุดหงิดเตะบอลทิ้ง
โอเคว่า ความเร็วและสปีดของ การ์นาโช่ ทำให้ปีศาจแดง มีมิติในการเล่นมากขึ้น แต่ทว่าความชัวร์จังหวะการเล่น หรือการจบสกอร์ อเลฮานโดร การ์นาโช่ เข้าขั้นที่ว่าทำได้วิบัติจริงๆ ทำให้การคาดหวังผลลัพธ์จากดาวรุ่งรายนี้ ทำได้น้อยมากๆ
ไพ่ใบสุดท้าย แม็คไกวร์ ยืนหัวหอก
เกมกับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อคืน หากไม่นับ บรูโน่ แฟร์นันเดซ ก็ไม่รู้ว่าจะพึ่งใครได้ในการทำประตูจริงๆ เพราะกองหน้าอย่าง โจซัว เซิร์กเซ่ ก็พึ่งล่าตาข่ายในพรีเมียร์ลีก ได้เพียงแค่3เม็ดจุ๋มจิ๋มเท่านั้น ทางด้าน การ์นาโช่ ที่ทุกนัดยิงนกตกปลาเป็นว่าเล่น ก็พึ่งซัดในลีกได้เพียง 4ประตู
การหวังผลเกมรุกจากวิงแบ็ก ยิ่งแล้วใหญ่เลยสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะเมื่อครอสเปิดบอลไปคราวใด ไม่ติด ไม่ล้น หรือหากเปิดเข้ามาได้ แทบไม่มีตัวรุกของพวกเขาในเขตโทษเลย เราจึงแทบไม่ได้เห็น มัตซ์ เซลส์ เจอลูกยากเลย
ซึ่งเกมบุกของ ยูไนเต็ด ช่วง1-2เดือนหลัง จะเห็นได้ว่าอาวุธที่เริ่มเวิร์คของพวกเขานั่นก็คือ การเล่นลูกตั้งเตะหรือลูกกลางอากาศ ซึ่งเป้าใหญ่ก็จะเป็น กาเซมิโร่ - เดอ ลิกต์ และ แม็คไกวร์ เมื่อคืนโอกาสส่วนใหญ่ของปีศาจแดง มาจากลูกโขกทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น ดาโล่ต์ โขกชนคาน - กาเซมิโร่ รวมถึง บรูโร่ ล้วนได้โอกาสจากลูกโหม่ง แม้กระทั่ง แพทริค ดอร์กู ในครึ่งหลัง จนมาถึงช่วงท้ายเกมที่ตามหลังอยู่ ครั้นหวังจะให้ต่อบอลไปในเขตโทษของ ฟอเรสต์ ดูจะยากไปแล้ว รูเบน อโมริม จึงจัดสินใจทิ้งไพ่ใบเด็ดทันที
น.88 แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ถูกเปลี่ยนมาแทน เลนี่ โยโร่ โดยกองหลังหัวแตงโม ลงมาค้ำเป็นกองหน้าเลย และปีศาจแดง ก็บอมบ์โยนเข้าไปในเขตโทษ ซึ่งดูน่ากลัวกว่าตอนพยายามลากจี้ไปริมเส้นเสียอีก เป้าใญ่อย่าง แม็คไกวร์ ทำให้แนวรับ ฟอเรสต์ ระแวง
แม็คไกวร์ ได้โอกาสโขก1ครั้ง แถมยังใช้ความใหญ่ได้เบียดยิงจังหวะขลุกขลิกๆ ในเขตโทษแต่น่าเสียดายที่ถูกสกัดบนเส้นไว้ได้ แม้ว่าจะดูโบราณไปหน่อยกับวิธีดังกล่าวของ อโมริม แต่ถือว่าถูกต้องกับสถานการณ์ตามหลัง ยุคของ เอริก เทน ฮาก เราได้เห็นว่ามันเวิร์คบ่อยๆกับการเล่นแบบนี้ โดยมี สก็อต แม็คโทมิเน่ย์ ไปค้ำหน้า